AppForge
6GL สร้าง API และหน้าจอที่รองรับ พร้อมหน้าเริ่มต้น 5 แบบ; Studio แก้แอปพร้อมราคาและการอนุมัติ; เพิ่มคู่มือสามภาษา การกู้คืนงานสร้าง และระบบดูแลแอปที่เปิดตามโครงการ
ดูฟีเจอร์และขอบเขตการเปิดใช้ →DNAfinity สร้างระบบนิเวศ AI ที่เชื่อมชีวิต การทำงาน และธุรกิจ ด้วยความเชื่อว่าประสบการณ์ของคนและความสามารถของ AI สามารถต่อยอดกันได้
DNAfinityHuman Intelligence Ecosystem
6GL สร้าง API และหน้าจอที่รองรับ พร้อมหน้าเริ่มต้น 5 แบบ; Studio แก้แอปพร้อมราคาและการอนุมัติ; เพิ่มคู่มือสามภาษา การกู้คืนงานสร้าง และระบบดูแลแอปที่เปิดตามโครงการ
ดูฟีเจอร์และขอบเขตการเปิดใช้ →Partner Studio ต่อจากการปรับแบรนด์และ Edition สู่ส่วนเสริมข้อมูล ฟอร์ม รายการ แดชบอร์ด เมนู และกฎแจ้งเตือน พร้อม Partner API, webhook และคู่มือ เฟส 2 ติดตั้งแล้วแต่ยังต้องอนุมัติและเปิดใช้ก่อนให้ร้านจริงใช้งาน
ดูฟีเจอร์และขอบเขตการเปิดใช้ →30+ปีของประสบการณ์ด้านระบบและข้อมูล
16แอปในพอร์ตโฟลิโอ
4ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งพัฒนาเป็นหลัก
Partner-ledเติบโตไปกับผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน
ภาพรวมตาม Founder Deck · กันยายน 2026
Founder, DNAfinity
เริ่มทำ DNAfinity เต็มเวลา หลังออกจากงานประจำเมื่อ 15 มิถุนายน 2026
จากการเขียนโปรแกรม สู่คลังข้อมูล ระบบ BI และแพลตฟอร์ม Big Data / Cloud ประสบการณ์กว่า 30 ปีของ Chapchai หล่อหลอมวิธีคิดเดียวกันมาตลอด: ทำเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่าย สร้างโครงสร้างที่ใช้ซ้ำได้ และขยายผลอย่างเป็นระบบ
วันนี้ AI ทำให้ผู้ก่อตั้งลงมือได้ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ สถาปัตยกรรม และโค้ด ไปจนถึงเนื้อหาและการวิเคราะห์ DNAfinity จึงเป็นการนำประสบการณ์เดิมมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดกันได้ โดยมีคนกำหนดทิศทางและทำงานร่วมกับ AI
เริ่มจากการเขียนโปรแกรมและสร้างระบบ
วางรากฐาน Data Warehouse และ BI
ขยายสู่แพลตฟอร์ม Big Data และ Cloud
รวมประสบการณ์สู่การสร้าง DNAfinity
เรามุ่งพัฒนา 4 ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมเทคโนโลยีกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละตลาด เพื่อทดลองใช้งานจริงและพัฒนารูปแบบการเติบโตร่วมกัน
HR และข้อมูลเชิงลึกของทีม เชื่อมบริบทคนเข้ากับการทำงาน เช่น Meeting AI
ที่ปรึกษา HR → ทีมในองค์กรโซลูชันสำหรับ 132 ประเภทธุรกิจ พร้อม Partner Studio สำหรับปรับ Edition และส่วนเสริมข้อมูล หน้าจอ และกฎงานที่เปิดใช้ตามสิทธิ์
พาร์ทเนอร์เฉพาะธุรกิจ → SMEsพัฒนาแนวทางสร้างซอฟต์แวร์ด้วย AI และชิ้นส่วนที่ใช้ซ้ำได้ เพื่อให้ผู้ให้บริการไอทีนำไปต่อยอดงานลูกค้า
ผู้ให้บริการไอที → โครงการลูกค้าเครื่องมือสร้างความเข้าใจตัวเองและสนับสนุนผู้ให้คำปรึกษา เช่น Tarot Studio สำหรับเวิร์กโฟลว์และรายงานลูกค้า
ผู้ให้คำปรึกษา / ครีเอเตอร์ → ผู้ใช้AppForge สร้างเครื่องมือให้เกิดแอปใหม่ SmeDNA ให้พาร์ทเนอร์ต่อยอดผลิตภัณฑ์ ส่วน WorkDNA พัฒนาวิธีที่คนทำงานกับ AI ทั้งสามบทบาทเสริมกันในระบบนิเวศ DNAfinity
จากไอเดีย สู่แอปใหม่
จากผลิตภัณฑ์กลาง สู่ตลาดของคุณ
จากการใช้ AI สู่การทำงานร่วมกัน
AppForge คือเครื่องมือสร้างแอป · SmeDNA คือฐานผลิตภัณฑ์ที่พาร์ทเนอร์ปรับไปให้บริการร้านค้า · WorkDNA คือกรอบให้คนฝึกทำงานกับ AI เพื่อคิดโจทย์ ตรวจงาน และเก็บบทเรียนไปใช้ต่อ
ภาพแนวคิดและตัวอย่างการต่อยอด · รายละเอียดและสถานะการพัฒนาของแต่ละส่วนอยู่ด้านล่าง
6GL คือแนวทางของ AppForge ที่ให้ AI ช่วยคิด ออกแบบ และแปลงความต้องการเป็นแบบระบบ จากนั้นใช้ตัวสร้างระบบและชิ้นส่วนมาตรฐานประกอบงานที่ทำซ้ำได้ ส่วนงานเฉพาะจึงค่อยให้ AI ช่วยเขียนเพิ่ม
พนักงานส่งคำขอ หัวหน้าอนุมัติ และดูสถานะได้
AI ช่วยระบุข้อมูล หน้าจอ บทบาท และกติกาใน AppSpec
ใช้ชิ้นส่วนมาตรฐาน เช่น แบบฟอร์ม สิทธิ์ และรายการข้อมูล
ลองใช้ ตรวจคุณภาพ และอนุมัติก่อนนำไปใช้งาน
สิ่งที่สร้างเพิ่ม → ตรวจให้เป็นมาตรฐาน → เก็บเป็นชิ้นส่วนสำหรับงานถัดไป
ภาพนี้อธิบายแนวทาง 6GL ของ AppForge ไม่ใช่คำรับรองว่าทุกระบบสร้างอัตโนมัติได้แล้ว การเปิดใช้ขึ้นกับความสามารถที่รองรับและการทดสอบของแต่ละโครงการ
รู้จัก AppForge เพิ่มเติม →9C คือกรอบฝึก 9 บทบาทในการทำงานกับ AI ตั้งแต่คิดโจทย์จนถึงเก็บบทเรียน ใน WorkDNA ผู้ใช้บันทึกและจัดหมวดหลักฐานจากงานของตน เพื่อทบทวนว่าได้ฝึกอะไรและควรพัฒนาตรงไหน
ต้องการผลลัพธ์อะไร ให้ใคร
โจทย์นี้จำเป็นไหม มีหลักฐานอะไร
บอกสิ่งที่ให้ทำ ข้อจำกัด และเกณฑ์รับงาน
ใครทำอะไร ส่งต่อเมื่อไร ใครตัดสินใจ
ถามกลับ ให้บริบท และปรับความเข้าใจ
ตรวจว่างานตอบโจทย์จริงก่อนปิดงาน
แก้ข้อผิดพลาด ตรวจคุณภาพและความเสี่ยง
อะไรควรเก็บ อะไรควรตัด เพราะอะไร
เก็บบทเรียนและวิธีทำที่งานถัดไปใช้ได้
คนตั้งเกณฑ์ว่า “ต้องรู้ว่าใครอนุมัติอะไร” ท้าทายขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ตรวจงานที่ AI สร้าง และเก็บแบบที่ผ่านการตรวจไว้ใช้ต่อ แต่ละชิ้นงานจึงเป็นหลักฐานให้เจ้าตัวกลับมาเรียนรู้ได้
9C เป็นกรอบพัฒนาภายในที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ใช่คะแนนจัดอันดับคน และไม่ใช้ตัดสินการจ้างงาน เลื่อนตำแหน่ง ประเมินผลงาน หรือค่าตอบแทน
8D สำรวจความชอบในการทำงานผ่าน 8 มุมมอง โดยแยกบริบท “โดยทั่วไปในชีวิต” กับ “ในงานที่ทำอยู่ตอนนี้” เพื่อชวนให้เข้าใจตัวเองและคุยเรื่องวิธีร่วมงาน ความชอบเปลี่ยนได้และไม่ได้บอกว่าใครมีความสามารถมากกว่า
คิดในใจก่อน หรือคิดผ่านการคุย
สนใจรายละเอียดรูปธรรมและแนวคิดภาพรวมอย่างไร
ให้น้ำหนักกับหลักการและผู้คนอย่างไร
วางแผนก่อน หรือปรับระหว่างทาง
ต้องการหลักฐานและพร้อมทดลองแค่ไหน
แสดงความใส่ใจแบบเรียบหรือชัดเจน
สำรวจผลต่อตนเองและผู้อื่นในพื้นที่ส่วนตัว
ชอบช่วงค้นหาสิ่งใหม่และช่วงทำให้เสถียรอย่างไร
เช่น ก่อนคุยกับ AI หรือประชุมทีม คนหนึ่งอยากอ่านโจทย์ก่อน อีกคนคิดได้ดีเมื่อได้คุย ทีมจึงลองส่งข้อมูลล่วงหน้าแล้วเปิดช่วงแลกเปลี่ยน นี่คือตัวอย่างการปรับวิธีทำงาน ไม่ใช่ผลประเมินของบุคคลจริง
8D อยู่ในสถานะ research beta และยังต้องตรวจสอบกับข้อมูลจริง ไม่ใช่รหัสบุคลิกภาพตายตัวหรือข้อมูลพันธุกรรม มิติแรงจูงใจ D7 แยกเป็นพื้นที่ส่วนตัว ไม่ส่งต่อเป็นข้อมูลทีม และไม่ใช้ 8D ตัดสินการจ้างงาน
รู้จัก WorkDNA เพิ่มเติม →FEG หรือ Fit–Energy–Growth คือแนวทางวัดความเหมาะสมระหว่างคนกับงาน ดูทั้งการได้ใช้จุดแข็ง ความผูกพัน พลังงาน และพัฒนาการ เพื่อนำไปคุยเรื่องการจัดงานและการพัฒนาคน ใน WorkDNA แนวทางนี้เชื่อมกับ Deployment Fit Index (DFI)
ดูความเหมาะสมกับบทบาทและโอกาสได้ใช้สิ่งที่ถนัด แล้วคุยว่างานส่วนไหนควรปรับ
สำรวจพลังงาน ความผูกพัน และแรงจูงใจ รวมถึงพื้นที่ตัดสินใจและแรงสนับสนุนในการทำงาน
ทบทวนทักษะที่พัฒนา สิ่งที่ได้สร้างประโยชน์ และโอกาสเรียนรู้ต่อจากงานจริง
Fit ชวนดูว่าได้ใช้ทักษะวิเคราะห์แค่ไหน · Energy ชวนคุยว่างานส่วนไหนกินแรง · Growth ชวนหาทักษะที่จะพัฒนาต่อ ทีมจึงอาจทดลองให้ AI ช่วยร่างรายงาน ให้คนตรวจความถูกต้องและวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ แล้วกลับมาทบทวนว่าพลังงาน การเรียนรู้ และผลของงานเปลี่ยนอย่างไร
ทบทวนจากงานจริง → ตกลงสิ่งที่จะปรับ → ทดลอง → กลับมาดูการเปลี่ยนแปลง
9C ฝึกทำงานกับ AI · 8D สำรวจความชอบในการทำงาน · FEG ทบทวนว่าคนกับงานเหมาะกันอย่างไร
FEG ใช้สนับสนุนการจัดงานและการพัฒนา ไม่ใช่เกรดตัดสินคุณค่าหรือจัดอันดับคน ตัวอย่างนี้เป็นภาพแนวคิด โมเดล DFI ยังต้องตรวจสอบกับข้อมูลจริงและบริบทไทย ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าความเหมาะสมทำให้ผลงานดีขึ้น
รู้จัก WorkDNA เพิ่มเติม →6GL ต่อยอดระบบ · 9C ฝึกกำกับ AI · 8D เข้าใจวิธีทำงาน · FEG ดูความเหมาะสม พลังงาน และการเติบโต
SmeDNA รวมงานขาย สต๊อก การเงิน และ AI บนระบบหลักร่วมกัน พาร์ทเนอร์สร้าง Edition ของตนผ่าน Partner Studio และต่อยอดส่วนเสริมด้านข้อมูล หน้าจอ และกฎงานตามสิทธิ์ที่เปิดใช้
เลือกต้นแบบตามประเภทธุรกิจและแพ็กเกจ เช่น โซลูชันร้านค้าปลีก
ตั้งชื่อ โลโก้ สี เลือกฟีเจอร์ เมนู และคำเรียกให้ตรงกับลูกค้า
ดูหน้าจอและผลกระทบของการปรับ แล้วทดลองกับร้านนำร่อง
พาร์ทเนอร์ดูแลตลาด การเริ่มใช้งาน และลูกค้า บนระบบหลักของ SmeDNA
นำต้นแบบร้านค้าปลีกมาทำเป็น Edition ของตัวเอง เช่น ใช้แบรนด์ของพาร์ทเนอร์ แสดงเมนูขายและสต๊อกที่ลูกค้าต้องใช้ ปรับคำเรียกและคู่มือให้คุ้นเคย แล้วทดลองกับร้านกลุ่มเล็กก่อนขยาย
Edition ที่ใช้ได้ดี → คัดเป็นต้นแบบกลาง → ให้พาร์ทเนอร์รายถัดไปเริ่มได้ง่ายขึ้น
Partner Studio รองรับการปรับ Edition แล้ว ส่วนเสริมข้อมูล หน้าจอ และกฎงานเฟส 2 ติดตั้งบนระบบแล้ว แต่ยังไม่เปิดให้ร้านจริงทั่วไป ต้องผ่านการอนุมัติ การเปิดสิทธิ์ และความยินยอมของร้านตามขอบเขต พาร์ทเนอร์ยังรับผิดชอบการเริ่มใช้งานและดูแลลูกค้า
หัวใจของ DNAfinity คือการออกแบบความสามารถร่วม ทั้งตัวตนผู้ใช้ ข้อมูล AI และเวิร์กโฟลว์ เพื่อให้สิ่งที่พัฒนาขึ้นในวันนี้เป็นรากฐานของผลิตภัณฑ์ถัดไป
เริ่มจากชีวิต เป้าหมาย และบริบทของผู้ใช้ ให้ AI ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานและการตัดสินใจ
เปลี่ยนประสบการณ์ด้านข้อมูล สถาปัตยกรรม และการดำเนินงาน เป็นส่วนประกอบที่หลายผลิตภัณฑ์ใช้ร่วมกันได้
เชื่อมเทคโนโลยีกับความเข้าใจเฉพาะด้านและเครือข่ายลูกค้า เพื่อทดสอบและพัฒนาการใช้งานในแต่ละตลาด
ทิศทางที่วางไว้ ณ กันยายน 2026 แต่ละช่วงเป็นเป้าหมายการพัฒนา โดยให้ผลจากการใช้งานจริงเป็นตัวกำหนดจังหวะการขยาย
เชื่อมระบบหลัก ปรับประสบการณ์ใช้งาน และเตรียมเดโมสำหรับพาร์ทเนอร์
ทดลองใช้กับทีมและพาร์ทเนอร์เฉพาะธุรกิจ เพื่อหาวิธีเข้าถึงลูกค้าที่ทำซ้ำได้
ขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์ ตลาดระดับภูมิภาค และรูปแบบรายได้ของแพลตฟอร์ม
ต่อยอดความฉลาดข้ามแอปและคุณค่าของระบบนิเวศสู่ตลาดที่กว้างขึ้น
เรามองหาพาร์ทเนอร์ด้านกลยุทธ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะธุรกิจ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ลงทุนที่มองระยะยาว เพื่อร่วมทดสอบการใช้งานและสร้างการเติบโตที่ทำซ้ำได้